คอลลาเจน ดียังไง เลือก Type ไหนให้เหมาะกับเรา

คอลลาเจน ดียังไง เลือก Type ไหนให้เหมาะกับเรา

คอลลาเจน – คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า คอลลาเจน ดียังไง? คงกินแล้วดีมีประโยชน์พอสมควรอยู่เพราะถ้าไม่ดีคงไม่มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรืออาหารเสริมคอลลาเจนวางขายอยู่มากมายดังเช่นในปัจจุบัน ทั้งหาซื้อง่ายและสะดวกตามร้านค้า ไปจนถึงการซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ อีกทั้งแต่ละผลิตภัณฑ์ก็ยังมีระบุแยกย่อยไปอีกว่าเป็นผลิตภัณฑ์สารสกัดคอลลาเจนประเภทที่ 1 , 2 และ 3 อีกด้วย แล้วแบบนี้ควรเลือกซื้อประเภทไหน? มาหาคำตอบกันได้เลย!

คอลลาเจน ดียังไง เลือก Type ไหนให้เหมาะกับเรา

คอลลาเจน กินแล้วดียังไง

ได้มีการศึกษาเรื่องการรับประทานคอลลาเจนเสริมเข้าไปให้แก่ร่างกายอยู่มากมาย เพื่อหวังผลทั้งเรื่องสุขภาพและความงาม ซึ่งต่างมีข้อสรุปในทิศทางเดียวกันว่าการกินคอลลาเจนเสริมให้ร่างกายนั้น เป็นผลดีมีประโยชน์กับส่วนต่างๆ ของร่างกายที่มีคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบ สรุปได้ดังนี้

  1.  ผิวหนัง ช่วยลดริ้วรอย ผิวแข็งแรงมีความยืดหยุ่น ผิวตึงกระชับ เรียบเนียน กระจ่างใส เปล่งปลั่งและช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ลดการเกิดรอยดำ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการสร้างเซราไมด์ที่ชั้นผิวหนัง ซึ่งมีส่วนช่วยในการป้องกันการสูญเสียน้ำที่ชั้นผิว ทำให้ผิวชุ่มชื้น ลดอาการระคายเคืองที่ผิวหนัง
  2.  เอ็น เนื้อเยื่อ ข้อต่อและกระดูก ช่วยบำรุงกระดูกและข้อต่อ ทำให้ข้อต่อกระดูกต่างๆ สามารถเคลื่อนไหวได้สะดวกและเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ช่วยลดอาการปวดตามข้อต่างๆ ของร่างกาย ลดอาการของโรคข้อต่ออักเสบต่างๆ รวมถึงสามารถช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคข้อเสื่อมต่างๆ
  3.  เล็บและเส้นผม ช่วยบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ รวมถึงเล็บ ทำให้แข็งแรงขึ้น
  4.  หลอดเลือด สร้างความยืดหยุ่นให้ผนังของหลอดเลือด
  5.  ตา เป็นส่วนประกอบสำคัญที่อยู่ในเยื่อกระจกตาและเลนส์ตา
  6.  เหงือกและฟัน ช่วยบำรุงเหงือกและฟันให้แข็งแรง
  7.  ระบบทางเดินอาหารและลำไส้ ช่วยซ่อมแซมระบบทางเดินอาหารและลำไส้ซึ่งส่งผลให้ร่างกายมีระบบขับถ่ายที่ดีขึ้น
  8.  กล้ามเนื้อ เสริมสร้างกล้ามเนื้อ เผาผลาญไขมัน

อะไรคือ Collagen Type 1 , 2 & 3

จริงๆ แล้วคอลลาเจนมีอยู่หลายประเภทในร่างกาย แต่คอลลาเจนประเภทที่ 1 , 2 และ 3 (Collagen Type 1 , 2 & 3) จะถูกกล่าวถึงกันมากที่สุด เพราะการสกัดคอลลาเจนจากวัตถุดิบต่างๆ มาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรืออาหารเสริมต่างๆ ก็มักจะสกัดออกมาเป็นคอลลาเจนทั้ง 3 ชนิดนี้ เนื่องมาจากเป็นชนิดของคอลลาเจนที่พบในร่างกายเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งพบในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ดังนี้

  1.  คอลลาเจนประเภทที่ 1 (Collagen Type I) พบมากในผิวหนัง เส้นผม เล็บ อวัยวะต่าง ๆ กระดูก และเส้นเอ็น
  2.  คอลลาเจนชนิดที่ 2 (Collagen Type II) พบมากในกระดูกอ่อนและข้อต่อต่าง ๆ รวมถึงวุ้นนัยน์ตา
  3.  คอลลาเจนชนิดที่ 3 (Collagen Type III) มักพบในเส้นเลือด ผิวหนังที่เริ่มมีการสร้างใหม่ เช่น ผิวหนังที่เป็นแผล และอวัยวะภายในร่างกาย

คอลลาเจนประเภทที่ 1 และ 3 มักจะรวมกลุ่มกันเนื่องจากมีมากที่สุดและมีการทำงานของร่างกายคล้ายกัน คอลลาเจนประเภทที่ 1 สามารถสกัดได้จากสัตว์ประเภทวัว รวมถึงสัตว์จากทะเลได้เช่นกันซึ่งร่างกายมีคอลลาเจนทั้งสองประเภทนี้ถึง 90% ของคอลลาเจนทั้งหมดในร่างกายมนุษย์และเป็นกุญแจสำคัญในการบำรุงผิวพรรณ เส้นผม กระดูกและกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอลลาเจนประเภทที่ 1 สามารถพบได้เกือบทุกที่ในร่างกายยกเว้นเนื้อเยื่อกระดูกอ่อน

คอลลาเจนประเภทที่ 1 นั้นประกอบขึ้นเป็นเป็นผิวหนังของร่างกายถึง 70% คอลลาเจนชนิดนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งในการเสริมสร้างผิวและช่วยในการชะลอวัย ส่วนคอลลาเจนประเภทที่ 3 สามารถพบได้ในอวัยวะกลวงของร่างกาย เช่น ผนังหลอดเลือด คอลลาเจนประเภทที่ 1 และ 3 นั้นอุดมไปด้วยกรดอะมิโนไกลซีนโพรลีนและกลูตามีนซึ่งทำหน้าที่สำคัญต่างๆ ในร่างกาย รวมถึงการปิดกั้นเอนโดทอกซินหรือทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ หากคุณต้องการเน้นการบำรุงผิวพรรณ เส้นผม กระดูกและกล้ามเนื้อ ควรมองหาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรืออาหารเสริมที่มีส่วนผสมของสารสกัดคอลลาเจนที่ระบุว่าเป็นคอลลาเจนประเภทที่ 1 และ 3

ในส่วนของคอลลาเจนประเภทที่ 2 สามารถพบได้ในกระดูกอ่อน คิดเป็นประมาณ 50 – 60% ของโปรตีนกระดูกอ่อนทั้งหมด คอลลาเจนประเภทที่ 2 จะช่วยให้กระดูกอ่อนดักการสะสมโปรตีนโอไกลแคน และให้ความทนแรงดึงต่อเนื้อเยื่อ ดังนั้น จึงมีประโยชน์มากในการรองรับข้อต่อและกระดูกอ่อนโดยเฉพาะซึ่งช่วยพยุงจุดที่ยึดของกระดูกและหลังของคุณให้ไม่เกิดอาการปวด คอลลาเจนชนิดนี้สามารถสกัดได้จากไก่ หากคุณมีอาการข้อเสื่อม ข้อเข่าไม่แข็งแรง ควรมองหาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรืออาหารเสริมที่มีส่วนผสมของสารสกัดคอลลาเจนที่ระบุว่าเป็นคอลลาเจนประเภทที่ 2

คอลลาเจน ดียังไง เลือก Type ไหนให้เหมาะกับเรา

สรุป

จากกรณีศึกษาต่างๆ พบว่าการบริโภคคอลลาเจนเสริมเข้าไปนั้น มีแนวโน้มที่กินแล้วดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพและความงาม โดยคอลลาเจนประเภทที่ 1 , 2 และ 3 แต่ละประเภทนั้นต่างก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนร่างกายของคนเราในแต่ละส่วนที่แตกต่างกันไป จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ควรใส่ใจกับความต้องการเฉพาะทางของคุณเอง เพื่อเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรืออาหารเสริมต่างๆ ที่ผสมสารสกัดคอลลาเจนประเภทที่ 1 , 2 และ 3 ที่ตอบโจทย์คุณมากที่สุด

ข้อมูล

  1. https://www.medicalnewstoday.com/articles/325344
  2. https://www.furtherfood.com/collagen-hydrolysate-collagen-peptides
  3. https://www.trueplookpanya.com/blog/content/73243/-blo-wom-wombeaski-wombea-
  4. https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/341731
  5. https://www.haijai.com/3259
  6. https://www.thaijobsgov.com/jobs/71685

ปัญหาคอลลาเจนลดลง เมื่ออายุ 40+ แก้อย่างไร

ปัญหาคอลลาเจนลดลง เมื่ออายุ 40+ แก้อย่างไร

ปัญหาคอลลาเจนลดลง – คอลลาเจน หนึ่งในโปรตีนที่พบมากที่สุดในร่างกาย เป็นสารในกลุ่ม polypeptide ซึ่งเกิดจากการผสมของกรดอะมิโน ซึ่งพบในเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน กระดูกอ่อน และเป็นส่วนประกอบของผิวหนัง เส้นผม และเล็บ นี่จึงเป็นเหตุผลให้ผู้คนที่ดูแลสุขภาพ ตลอดจนผู้ชื่นชอบการดูแลด้านความสวยความงามให้ความสนใจเรื่องการดูแลคอลลาเจนของร่างกายเพราะร่างกายมีความต้องการใช้คอลลาเจนเป็นอย่างมากนั่นเอง แม้ว่าร่างกายสามารถสร้างคอลลาเจนได้ด้วยตัวเอง แต่เมื่ออายุมากขึ้นร่างกายจะสร้างคอลลาเจนได้น้อยลง ดังนั้น เพื่อสุขภาพและความงามแล้วผู้คนจึงสรรหาวิธีแก้ปัญหาคอลลาเจนลดลง โดยการเสริมคอลลาเจนให้กับร่างกาย นอกจากวิธีการฉีดเสริมเข้าร่างกายไปโดยตรงแล้ว ยังมีการเสริมคอลลาเจนผ่านทางเครื่องสำอาง ครีม และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรืออาหารเสริมที่มีสารสกัดจากคอลลาเจนหลากหลายรูปแบบทั้งผงชงดื่ม เม็ด แคปซูล หรือผสมในอาหารและเครื่องดื่ม เป็นขนมเยลลี่ ลูกอม น้ำผลไม้ ผสมคอลลาเจน สามารถพบเห็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มีสารสกัดจากคอลลาเจนได้ตามท้องตลาดทั่วไปในปัจจุบัน

ปัญหาคอลลาเจนลดลง เมื่ออายุ 40+ แก้อย่างไร

ทำไมอายุ 40 อัพ ต้องกินคอลลาเจน

แม้ร่างกายของคนเราสามารถสร้างสารประกอบในผิวหนัง เช่น คอลลาเจน อีลาสติน ไฮยาลูโรนิค-แอซิด ขึ้นมาได้เองได้ตั้งแต่วัยเด็ก แต่ร่างกายแต่ละคนจะสร้างคอลลาเจนออกมาได้ไม่เท่ากัน ส่วนหนึ่งมาจากพันธุกรรมหรือยีน อีกทั้งร่างกายจะมีการผลิตคอลลาเจนน้อยลงตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น ในช่วงอายุ 20 ปีต้นๆ ผิวหนังของคนเราจะประกอบด้วยคอลลาเจนประมาณ 75% ตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป ร่างกายจะลดการสร้างคอลลาเจนลง 1.5% เมื่ออายุ 40 ปี กระบวนการสร้างคอลลาเจนจะช้าลง 30% การเชื่อมต่อของเนื้อเยื่อในส่วนต่างๆ ของร่างกายอ่อนแอลง ผิวหนังเหี่ยวย่น มีริ้วรอย ขาดความยืดหยุ่น และบริเวณข้อต่อเริ่มไม่แข็งแรง ผู้ที่ต้องการดูแลผิวพรรณ ตลอดจนกระดูกและข้อ จึงควรคำนึงถึงการเสริมคอลลาเจนเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งกระบวนการเสื่อยถอยของคอลลาเจนในร่างกายเป็นไปตามช่วงวัยต่างๆ ดังนี้

  1.  อายุ 25-30 ปี ผิวจะเริ่มเป็นริ้วรอยบางๆ ทอดยาวบริเวณหน้าผาก หรือมีริ้วรอยบางๆ ที่ร่องแก้มบริเวณข้างจมูก จนถึงเหนือริมฝีปาก ผิวที่เริ่มบางลงจะทำให้ความสามารถในการปกป้องผิวจากรังสียูวีลดลง คอลลาเจนและความยืดหยุ่นของผิวก็จะเริ่มลดลงเช่นกัน
  2.  อายุ 30-39 ปี ในวัยนี้เกราะป้องกันผิวจะยิ่งบอบบาง และอ่อนแอลง กระบวนการทำงานของเซลล์ผิวช้าลง ผิวจะมีลักษณะแห้งง่าย ขาดความชุ่มชื้น
  3.  อายุ 40-49 ปี เกิดรอยย่นบริเวณหน้าผาก ระหว่างคิ้วใต้ขอบตาล่าง และหางตาเห็นชัดเจนมากขึ้น รอยย่นข้างแก้ม และร่องแก้มลึกทอดยาวไปจนจรดมุมปาก จุดเชื่อมต่อระหว่างชั้นหนังกำพร้า และชั้นหนังแท้เริ่มบางสูญเสียความหนาแน่น เริ่มมีจุดเล็กๆ สีน้ำตาลเกิดขึ้น เรียกว่าเป็นวัยเริ่มตกกระ
  4.  อายุ 50-64 ปี การพัฒนาของเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงผิวในชั้นหนังแท้ลดลง จะมีรอยย่นตามร่องแก้มทอดยาวไปจนถึงบริเวณใต้มุมปากลึกมากขึ้น
  5.  อายุ 65 ปี ขึ้นไป ผิวหนังหยาบกร้าน มีริ้วรอยทั่วใบหน้า และผิวหนังทั่วร่างกาย ริมฝีปากเริ่มบางและมีรอยย่นบริเวณเหนือริมฝีปาก

วิธีดูแลคอลลาเจนในร่างกายให้สมดุล

  1.  การออกกำลังกาย ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ ทำให้คนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดูแลร่างกายให้แข็งแรง จะดูเด็กและอ่อนเยาว์
  2.  พักผ่อนให้เพียงพอ ตื่นมาแล้วจะได้ไม่หงุดหงิด ไม่เครียด เพราะผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ ผู้ที่มีความเครียด ก็เป็นปัจจัยทำให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพหรือถูกทำลายได้ง่าย
  3.  หลีกเลี่ยงมลพิษทางสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่น ควัน สารเคมี ยาฆ่าแมลง และความเครียด ไม่สูบบุหรี่และเลี่ยงการสูดดมควันจากผู้อื่น ควันบุหรี่มีสารหลายชนิดที่ส่งผลให้คอลลาเจนถูกทำลาย
  4.  ป้องกันผิวจากแสงแดด และควรเลือกใช้ครีมกันแดดหรือเครื่องสำอางที่มี SPF, รังสียูวีในแสงแดดทำให้ปริมาณคอลลาเจนในผิวหนังลดลง โดยเพิ่มเอนไซม์ที่ทำลายคอลลาเจน
  5.  การเลือกรับประทานอาหาร ช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนโดยเพิ่มการได้รับวิตามินซี และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ส่งผลให้ระดับอนุมูลอิสระในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น ได้แก่ อาหารที่มีน้ำตาลสูง อาหารปิ้งย่าง และอาหารสำเร็จรูป รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วย Co – Enzyme Q 10 เช่น ปลาแมคเคอรอล และวิตามินอี เช่น อัลมอนด์ ซึ่งมีคุณสมบัติยับยั้งความเสียหายและการสูญเสียคอลลาเจนที่เกิดจากอนุมูลอิสระและการเลือกกินอาหารที่มีคอลลาเจน ได้แก่
    •  ปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาทู
    •  เอ็นและข้อจากสัตว์ เช่น ซุปไก่ทั้งตัว ไก่งวง เอ็นหมู เอ็นวัว และกระดูกอ่อน
    •  ผักผลไม้สีแดงส้ม เช่น มะเขือเทศ แครอท ผลไม้ตระกูลส้ม สตรอว์เบอร์รี ราสเบอร์รี
    •  ผักผลไม้สีเขียว เช่น อะโวคาโด ผักโขม ผักปวยเล้ง คะน้า บรอกโคลี ซึ่งมีสารคลอโรฟิลชนิดที่ 2 ช่วยเพิ่มปริมาณของโปรคอลลาเจนในผิวหนัง รวมถึงมีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีผลยับยั้งความชราของผิวพรรณ
    •  อื่นๆ เช่น สาหร่ายทะเล ไข่ไก่ เห็ด เมล็ดฟักทอง เป็นต้น
  1.  ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรืออาหารเสริมคอลลาเจน การรับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ กินอาหารไม่ค่อยดี อาจทำให้ในแต่ละวันได้รับคอลลาเจนน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ การใช้ “ตัวช่วย” อย่างอาหารเสริมคอลลาเจน มารับประทานก็เป็นทางเลือกง่ายๆ ที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามท้องตลาด โดยส่วนใหญ่อาหารเสริมตามท้องตลาดมักจะทำมาจากหนังปลา เกล็ดปลา หนังวัว หนังหมู กระดูกวัว เป็นต้น

ปัญหาคอลลาเจนลดลง เมื่ออายุ 40+ แก้อย่างไร

สรุป

เมื่ออายุมากขึ้น การสร้างคอลลาเจนก็จะค่อยๆ ลดลง ส่งผลโดยตรงต่อผิวหนังทำให้เหี่ยวย่น มีริ้วรอย ขาดความยืดหยุ่น จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าคอลลาเจนเป็นสารอาหารจำเป็นสำหรับผิว ซึ่งนอกจากหน้าที่สำคัญของผิวหนังในการห่อหุ้มร่างกายแล้ว การมีผิวพรรณที่สดใสไม่เหี่ยวย่น ไม่แก่ก่อนวัยอันควร ก็เป็นการช่วยสร้างเสริมบุคลิกและความมั่นใจ ดังนั้น เมื่ออายุเข้าสู่วัย 40 และพบว่า คอลลาเจนลดลงเป็นปัญหาสำหรับคุณ ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยการดูแลคอลลาเจนในร่างกายให้สมดุล ทั้งการออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการสูญเสียคอลลาเจนที่เกิดจากอนุมูลอิสระต่างๆ ตลอดจนเสริมคอลลาเจนด้วยการรับประทานอาหาที่มีคอลลาเจนตามธรรมชาติ หรือการบริโภคสารสกัดคอลลาเจนก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้รักสุขภาพและความงาม ที่ต้องการเสริมคอลลาเจนให้กับร่างกาย

ข้อมูล

  1. https://www.everydayhealth.com/skin-beauty/collagen-health-benefits-food-sources-supplements-types-more
  2. https://hd.co.th/what-is-collagen
  3. https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/341731
  4. https://www.haijai.com/3259
  5. https://www.thairath.co.th/women/beauty/health/1590148

แพ้คอลลาเจนเป็นอย่างไร อันตรายไหม?

แพ้คอลลาเจน เป็นอย่างไร อันตรายไหม?

แพ้คอลลาเจน – โดยทั่วไป ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรืออาหารเสริมคอลลาเจนที่มีคุณภาพได้มาตรฐานนั้นเมื่อบริโภคเข้าไปแล้วมักไม่มีปัญหาต่อสุขภาพ แต่คุณควรรู้ไว้ว่าสารสกัดคอลลาเจนต่างๆ ที่มีอยู่ในอาหารเสริมเหล่านั้นก็ไม่ได้เหมาะสมกับทุกคน เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะกินได้ เนื่องจากอาจมีอาการแพ้คอลลาเจน เหตุผลสำคัญที่สามารถแพ้คอลลาเจนได้นั้นมาจากการเป็นกลุ่มคนที่มีอาการแพ้อาหาร เช่น เจลาติน, กุ้ง, นมวัว, ถั่วเหลือง, ไข่ และข้าวบาร์เลย์ รวมทั้งคนที่เป็นโรคไต และโรคประจำตัวอื่นๆ ที่แพทย์สั่งจำกัดการรับประทานโปรตีน จากการเป็นผู้ที่มีความอ่อนไหวต่อการรับโปรตีนเข้าไป เพราะคอลลาเจนนั้นเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งนั่นเอง หากคุณได้ทำความเข้าใจและรู้ว่าอาการที่พบกับร่างกายหลังกินคอลลาเจนเข้าไปเป็นอาการแพ้คอลลาเจน ก็จะเป็นประโยชน์ในการแก้ไขรักษาหรือป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นจากคอลลาเจนได้

แพ้คอลลาเจนเป็นอย่างไร อันตรายไหม?

อาการแพ้คอลลาเจนเป็นอย่างไร

ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยๆ จะปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าและหลังเป็นสิวอักเสบ สิวหนอง รวมถึงสิวเม็ดแดง และตุ่มเม็ดใหญ่ๆ ที่อักเสบ อีกทั้งมีการศึกษาผลข้างเคียงที่เกิดอาการแพ้คอลลาเจนจากคอลลาเจนที่สกัดมาจากแหล่งทางทะเล และสัตว์น้ำที่มีเปลือก สอดคล้องกับกรณีศึกษาจากทางโรคภูมิแพ้นานาชาติ (Allergology International) ที่ตีพิมพ์ในเดือนตุลาคม ค.ศ.2016 พบว่า คอลลาเจนจากปลาเป็นสาเหตุของอาการแพ้ในกลุ่มผู้หญิงวัย 30 ที่รู้ตัวมาก่อนว่าแพ้อาหารทะเล ถึงแม้ว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้นได้ถูกผลิตด้วยวิธีที่ใช้อุณหภูมิสูง โดยมีการอ้างอิงอาการแพ้ (Allergic Reaction) ตามที่เมโยคลินิก (Mayo Clinic) ได้ระบุไว้ อาจประกอบไปด้วย

  1.  การรู้สึกชา หรือมีอาการคันในปาก
  2.  เป็นลมพิษ อาการคันหรือผิวหนังอักเสบผื่นขึ้น
  3.  อาการบวมที่ริมฝีปาก ใบหน้า ลิ้นและลำคอหรือส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย
  4.  หายใจไม่ออก คัดจมูก หรือหายใจลำบาก
  5.  ปวดท้อง ท้องเสีย คลื่นไส้หรืออาเจียน
  6.  เวียนศีรษะ มึนงง หรือเป็นลม

จากอาการแพ้คอลลาเจนของผู้แพ้อาหารบางชนิดดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้นส่งผลกระทบต่อสุขภาพในหลายมิติ อย่างไรก็ตาม สำหรับบุคคลส่วนใหญ่ การบริโภคคอลลาเจนไม่ควรมีผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพตามมา

แพ้คอลลาเจนเป็นอย่างไร อันตรายไหม?

วิธีแก้ไขหากแพ้คอลลาเจน

  1.  หากมีอาการแพ้ไม่มากนัก และไม่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ก็ให้ลองปรับการทานคอลลาเจนด้วยการลดปริมาณลงก่อน โดยลดลงเหลือ 3 ส่วน 4 หรือจะลดลงครึ่งหนึ่ง จากนั้นคอยสังเกตอาการต่อไป ถ้าไม่มีอาการแพ้เกิดขึ้นแล้วก็สามารถทานต่อได้ในปริมาณที่ลดลงมานี้ แต่ถ้ายังมีอาการแพ้อยู่อีกก็ควรหยุดทานทันที
  2.  หากอาการแพ้รุนแรงมาก (เช่น รู้สึกร้อนๆ บวมๆ มีผื่นขึ้น) ให้หยุดทานทันที และเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจดูอาการ ส่วนใหญ่พอเลิกทานไม่นานก็จะกลับมาเป็นปกติ แต่ก็มีบางกรณีเหมือนกันที่เกิดอาการแพ้จากสิ่งอื่นในช่วงเวลาที่เริ่มทานคอลลาเจนจากปลาทะเลน้ำลึกพอดี ดังนั้นจึงสามารถทดสอบเพื่อความแน่ใจได้ โดยลองทานอีกครั้งในปริมาณที่น้อยลงสักครึ่งหนึ่ง ถ้าไม่มีอาการก็แสดงว่าสามารถทานได้ แต่ถ้าเกิดอาการขึ้นมาอีกก็จำเป็นต้องเลิกทานอย่างถาวร

เนื่องจากกอาการที่พบบ่อยจะเกี่ยวข้องกับการเป็นสิว กรณีที่เป็นสิวอยู่แล้วและรู้สึกว่าสิวเห่อมากขึ้น นั่นไม่ใช่อาการแพ้คอลลาเจน แต่เป็นการปรับสภาพผิวในขั้นต้น เมื่อไรที่ผิวฟื้นฟูเรียบร้อยแล้ว อาการสิวเห่อก็จะหายไปรวมทั้งสิวเดิมที่เป็นอยู่ก็จะหายไปด้วย นอกจากนี้ คนที่แพ้คอลลาเจนจากปลาทะเลน้ำลึกเป็นอาการแพ้โปรตีนจากตัวปลาเท่านั้น ยังสามารถทานคอลลาเจนที่มาจากวัตถุดิบอื่นๆ ได้อยู่ แต่ก็ต้องเลือกดูผลิตภัณฑ์ที่น่าเชื่อถือและได้มาตรฐานด้วยเสมอ

สรุป

จากข้อมูลที่มีการศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการบริโภคคอลลาเจนนั้นสามารถสรุปได้ว่า บุคคลทั่วไปที่มีสุขภาพร่างกายปกติมักไม่มีอาการแพ้คอลลาเจน แต่อาการแพ้คอลลาเจนจะพบในกลุ่มคนที่แพ้อาหารเนื่องจากอ่อนไหวต่อการรับโปรตีนบางประเภท โดยอาการแพ้คอลลาเจนนั้นมีหลากหลายระดับตั้งแต่เกิดผลข้างเคียงเล็กน้อยไปจนถึงอาการแพ้รุนแรงจนเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้ ดังนั้น ผู้ที่มีแนวโน้มแพ้ง่าย หรือมีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับคำแนะนำจะดีที่สุด เพื่อให้การบริโภคคอลลาเจนเข้าไปเพื่อหวังผลต่อร่างกายไม่ว่าจะเป็นเรื่องผิวพรรณที่สวยงาม หรือกระดูกและข้อที่แข็งแรงนั้นเป็นไปอย่างปลอดภัย ไม่เสี่ยงให้เกิดผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ต่อสุขภาพ

ข้อมูล

  1. https://www.livestrong.com/article/325664-side-effects-of-taking-collagen-supplements
  2. https://www.medicalnewstoday.com/articles/325344#summary
  3. https://www.patanasongsivilai.com/blog/ข้อเสียคอลลาเจน-กินทุกว
  4. https://www.dailynews.co.th/article/201499
  5. https://brannova.com/แพ้คอลลาเจน

ข้อกระดูกลั่น คอลลาเจนช่วยได้ไหม?

ข้อกระดูกลั่น คอลลาเจน ช่วยได้ไหม?

คอลลาเจน – ปัญหาเรื่องข้อเข่าพบได้เป็นลำดับต้น ๆ ในผู้สูงอายุ หนึ่งในวิธีการแก้ปัญหาคือ ต้องหมั่นเติมคอลลาเจนให้ร่างกาย นอกจากจะช่วยให้กระดูกแข็งแรงแล้ว ยังช่วยให้การเคลื่อนไหวดีขึ้น ไหลลื่น ข้อต่อต่างๆ ทำงานได้เป็นปกติ ลดการติดขัดของเส้นเอ็นระหว่างเคลื่อนไหว คอลลาเจนคือองค์ประกอบสำคัญของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันเหล่านี้ หากแต่อาหารเสริมคอลลาเจนยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่บนโลกโซเชียลว่า ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดจากโรคที่เกี่ยวกับกระดูกและข้อได้จริงไหม? เป็นโฆษณาที่โอ้อวดเกินจริงหรือเปล่า? หัวข้อในบทความเหล่านี้ของเรา คือ คำตอบ

ข้อกระดูกลั่น คอลลาเจนช่วยได้ไหม?

คอลลาเจนสำคัญกับกระดูกอย่างไร

เมื่อพูดคำว่า “คอลลาเจน” หลายคนต้องนึกถึงเรื่องการบำรุงผิว การชะลอริ้วรอย ผิวหนังเต่งตึงกระชับ ไม่หย่อนคล้อย แต่คอลลาเจนนั้นมีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด เพราะนอกจากเรื่องความสวยงามแล้วมันได้ถูกนำไปใช้ในทางการแพทย์ เพื่อรักษาโรคที่เกี่ยวกับข้อต่อ กระดูก อาการเจ็บหลังการผ่าตัด ลดอาการปวดและความเสื่อมภายใน อีกด้วย คอลลาเจนพบมากในเนื้อเยื่อกระดูกและข้อต่อของร่างกาย ซึ่งคอลลาเจนที่อาจช่วยในเรื่องของการเสื่อมตัวและอาการเจ็บปวดจากโรคเกี่ยวกับกระดูกและข้อต่อนั้น เป็นคอลลาเจนชนิดที่ 2

คอลลาเจนชนิดที่ 2 คืออะไร?

คอลลาเจนไทป์ 2 ( Collagen Type II ) หรือ คอลลาเจนชนิดที่ 2 คือ คอลลาเจนชนิดเดียวที่พบในกระดูกอ่อนบริเวณข้อต่อ และหมอนรองกระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นคอลลาเจนที่ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของข้อ ด้วยการกระตุ้นให้เกิดการสังเคราะห์เซลล์ใหม่เพิ่มขึ้น ช่วยเพิ่มระดับกรดไฮยาลูโรนิค ( Hyaluronic Acid ) และยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ย่อยสลายน้ำหล่อเลี้ยงข้อ สามารถช่วยลดอาการปวดข้อและข้อยึด ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น คอลลาเจนชนิดที่ 2 ประกอบเป็น 50% ของโปรตีนทั้งหมดในข้อและ 85-90% ของคอลลาเจนของกระดูกอ่อนข้อ

จากการศึกษาของ University of Tuebingen ประเทศเยอรมนี ด้าน “สุขภาพ” เกี่ยวกับภาวะ “โรคข้อเสื่อม” ในประชากรที่มีภาวะข้อเสื่อมจํานวน 2,000 คน โดยศึกษาผู้ป่วยจากโรคข้อเสื่อมที่ได้รับ “คอลลาเจน” (Collagen Hydrolysate) ในปริมาณ 5 กรัมต่อวัน ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3 เดือน พบว่า คอลลาเจนสามารถช่วยลดการอักเสบ และอาการเจ็บปวด จากการเคลื่อนไหวในบริเวณเซลล์กระดูกอ่อนของข้อต่าง ๆ ได้

การป้องกันการเกิดปัญหาโรคข้อเสื่อม และความแก่ก่อนวัยนั้น ไม่ใช่เรื่องของผู้สูงอายุ หรือ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60+ ปี ขึ้นไปเท่านั้น ทางที่ดีควรดูแลตัวเอง ตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น และวัย 30 ปีขึ้นไป โดยการรับประทานอาหารที่มีคอลลาเจนสูง เช่น ถั่วเหลือง ผักใบเขียว ถั่ว ผัก-ผลไม้สีแดง วิตามินซี กรดโอเมก้า หอยนางรม และกระดูกอ่อนของปลาต่าง ๆ

อาหารเสริมคอลลาเจน ช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรง ช่วยเสริมสร้างมวลกระดูก คอลลาเจนเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะกระตุ้นการเจริญเติบโตและการทำงานของเซลล์ Osteoblast ที่ทำหน้าที่สร้างกระดูก จึงช่วยเพิ่มมวลกระดูก ป้องกันโรคกระดูกพรุน ป้องกันกระดูกเปราะและแตกหักง่าย แนะนำให้รับประทานร่วมกับแคลเซียมป็นประจำ เพื่อลดอาการปวดข้อและชะลอการเสื่อมสภาพที่เกี่ยวกับอายุที่เพิ่มมากขึ้น

ข้อกระดูกลั่น คอลลาเจนช่วยได้ไหม?

เลือกกินอย่างไรให้ข้อเข่าเสื่อมช้าลง

อาหารที่เรากินอยู่ทุกวันนั้นมีส่วนอย่างมากต่อทุกส่วนของร่างกาย หากเลือกกินแต่ของดีมีโยชน์ ร่างกายก็จะได้ประโยชน์ แข็งแรง และไม่เสื่อมเร็ว แต่เราจะเลือกกินอย่างไร? ให้ข้อเข่าแข็งแรง เสื่อมช้าลง ทางเลือกอื่น ๆ นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์อาหารเสริมคอลลาเจน ที่จะช่วยบำรุงกระดูกและข้อให้เสื่อมช้าลงได้ก็คือ เลือกกิน 6 รายการอาหาร ในลิสต์นี้ที่กินบ่อย ๆ แล้วจะช่วยบำรุงข้อเข่าให้เสื่อมช้าลง เมื่ออายุมากขึ้นได้อย่างแน่นอน

1. ขิง

ผักพื้นบ้านที่หาซื้อได้ง่ายอย่างขิง ถูกยกให้เป็นสมุนไพรที่ช่วยลดอาการปวดเข่าได้ เพราะนอกจากจะมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบตามข้อแล้ว ความร้อนของขิงยังช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด แถมในขิงมีสาร Antioxidant ที่ช่วยป้องกันจากโรคต่าง ๆ ชะลอความเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกาย ขจัดสารพิษ ฯลฯ

2. ปลาแซลมอน

ปลาแซลมอน หนึ่งในแหล่งแคลเซียมชั้นยอด กระดูกของปลาแซลมอนช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง และยังช่วยรักษามวลกระดูกอีกด้วย

3. น้ำเต้าหู้

ในถั่วเหลืองเป็นอีกแหล่งคอลลาเจนชั้นดี ช่วยให้ผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับข้อต่ออย่างโรคข้อเสื่อมมีอาการดีขึ้น ดื่มประจำในปริมาณที่พอเหมาะ ก็ช่วยเพิ่มคอลลาเจนให้ร่างกายได้

4. ฝรั่ง

วิตามินคือสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงข้อต่อต่างๆ ได้โดยตรง และยังมีฤทธิ์แก้อักเสบได้ด้วย ในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบ แพทย์แนะนำให้บริโภควิตามินซีอย่างน้อยวันละ 90 มิลลิกรัม ฝรั่งคือผลไม้ที่วิตามินซีสูงและหาทานง่ายที่สุด

5. งาดำ

ขึ้นชื่อว่างา อุดมไปด้วยสารอาหารที่สำคัญ มีทั้งแคลเซียมช่วยเสริมกระดูกแข็งแรง และยังมีแร่ธาตุทองแดง ที่ช่วยส่งเสริมให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีแร่สังกะสีที่ช่วยเพิ่มมวลกระดูกได้อีกด้วย

6. มะเขือเทศ

มะเขือเทศ ผลสีแดง คือ แหล่งของคอลลาเจนชั้นยอด นอกจากช่วยบำรุงผิวแล้ว คอลลาเจนยังช่วยซ่อมแซมข้อต่อกระดูกอ่อนต่าง ๆ ได้อีกด้วย

ข้อมูล

  1.   เลือกกินอย่างไร ? ให้ข้อเข่าแข็งแรง : www.sikarin.com/content/detail/458/เลือกกินอย่างไร-ให้ข้อเข่าแข็งแรง
  2.  เจาะลึกการดูแลผิว บำรุงข้อ ด้วยการ ใช้คอลลาเจน : cheewajit.com/healthy-body/เจาะลึกการดูแลผิว-บำรุง
  3.  7 อาหารกินบ่อยๆ ช่วยบำรุงข้อเข่าให้เสื่อมช้า : www.phyathai-sriracha.com/pytsweb/index.php?page=modules/knowledgepage&knowid=482

ทำไงดี? แพ้อาหารทะเล แต่อยากเพิ่มคอลลาเจนให้ผิว

ทำไงดี? แพ้อาหารทะเล แต่อยากเพิ่ม คอลลาเจน ให้ผิว

คอลลาเจน – หลายคนมักได้ยินคำกล่าวอ้างต่าง ๆ เกี่ยวกับ “คอลลาเจน” มามากมายซึ่งบางอย่างก็เป็นความจริง บางอย่างก็เชื่อถือไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นความจริงคือ เมื่อคนเราอายุเพิ่มขึ้น ร่างกายจะสร้างคอลลาเจนน้อยลงเรื่อย ๆ จนส่งผลต่าง ๆ มากมาย เช่น ผมร่วง ปวดกระดูก ผิวหยาบแห้งกร้าน ดูไม่สดใส เอาล่ะ รู้ถึงผลเสียแล้วอยากเพิ่มคอลลาเจนให้ผิวบ้าง แต่แพ้อาหารทะเล ทำไงดี ใช้คอลลาเจนได้หรือไม่ มาสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ คนแพ้อาหารทะเลและคอลลาเจนกันดีกว่า

ทำไงดี? แพ้อาหารทะเล แต่อยากเพิ่มคอลลาเจนให้ผิว

แพ้อาหารทะเลแล้วกินคอลลาเจนได้ไหม?

คอลลาเจนที่ขายในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะผลิตมาจากเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของสัตว์ วัว หรือ หมู เช่น ไขข้อกระดูกข้อต่อ, กระดูกอ่อน, เอ็น, หนัง, กระดูก รวมไปถึงหนังปลาทะเลน้ำลึก ปลาแซลมอน กุ้ง หอย หรือ ปลาหมึก ด้วยคำถามที่ว่า คนแพ้อาหารทะเลสามารถกินคอลลาเจนได้ไหม? คำตอบขอแจงเป็นข้อแนะนำ ดังนี้

ถ้าคุณแพ้อาหารทะเล ควรหลีกเลี่ยงคอลลาเจนที่สกัดมาจาก ปลาหมึก กุ้ง หอย และจากแหล่งทางทะเลอื่น ๆ โดยเฉพาะจำพวกที่เป็นเปลือกนั้น หรือ ผลิตภัณฑ์คอลลาเจนที่ผสมไซโตไค เพราะอาจทำให้มีการแพ้ในอนาคตได้ ซึ่งการแพ้อาหารทะเลมีทั้งแบบที่แสดงอาการทันที และต้องใช้เวลานานกว่าจะมีอาการ อย่างไรก็ตาม สุดท้ายก็จะเกิดปัญหาเรื่องแพ้ได้อยู่ดี เพราะถ้าเคยแพ้แล้วยังรับเข้าร่างกายเรื่อย ๆ จะทำให้ยิ่งแพ้มากขึ้นไปอีก

ทางเลือกอื่น ๆ ที่ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน

หากผลิตภัณฑ์อาหารเสริมคอลลาเจนและการเข้าสถาบันเสริมความงามยังไม่ใช่คำตอบ คุณยังมีทางเลือกอื่น ๆ อีกมากมาย ที่สามารถเติมคอลลาเจนเข้าสู่ร่างกาย ชะลอแก่ก่อนวัย ได้นั่นก็คือ รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่คุ้นเคย ปลอดภัยหายห่วง เรียกได้ว่า เป็นคอลลาเจนที่ดีที่สุดในโลกเท่าที่จะหาได้ ส่วนใหญ่เป็นเมนูอาหารที่กินเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ใครจะไปรู้ว่ามีคอลลาเจนแฝงอยู่ การเลือกทานอาหารที่อุดมไปด้วยคอลลาเจน 8 อย่าง ที่เรากำลังจะแนะนำนี้ มีคุณประโยชน์มากมายได้มากกว่าคอลลาเจนแน่นอน

1. ผักผลไม้สีแดง

ผักผลไม้ที่มีสีแดง เช่น สตรอวเบอร์รี่ แอปเปิ้ล เชอร์รี่ เบอร์รี่ มันฝรั่งแดง และมะเขือเทศ ล้วนอุดมไปด้วยไลโคปีน ถือเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นเยี่ยม ช่วยทำให้ผิวพรรณเนียนนุ่มและขาวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

2. กะหล่ำปลี

กะหล่ำปลีมีสารที่เรียกว่า ลูติน (lutein) ถือเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยในการเสริมสร้างคอลลาเจน อุดมไปด้วยวิตามินบี 6 แมงกานีส โฟเลท แมกนีเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม และธาตุเหล็ก

3. แตงกวา

แตงกวาอุดมไปด้วย กำมะถันที่มีส่วนสำคัญในการใช้สร้างคอลลาเจน นอกจากนี้ ยังช่วยรักษาปัญหาผิวอื่น ๆ ได้หากกินเป็นประจำ เช่น รอยแดงจากสิว รอยดำ ริ้วรอย ช่วยลดปัญหาสิวอุดตันให้ได้ดี

4. แครอท

ผักสีส้มอย่างแครอท อุดมไปด้วยวิตามินเอ มีประโยชน์ต่อสายตาโดยตรง และช่วยเข้าไปกระตุ้นร่างกายให้ผลิตคอลลาเจนมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยปรับสมดุลของอีลาสติน ทำให้ผิวไม่แห้งเกินไป ไม่เพียงเท่านั้น ในแครอทยังมีสารฟอลคารินอลที่ช่วยต่อต้านเซลล์มะเร็งผิวหนังได้อีกด้วย

5. ถั่วและธัญพืช

ถั่วและธัญพืช อุดมไปด้วยไฮยาลูโรนิคที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น และเพิ่มการผลิตคอลลาเจนให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี

ทำไงดี? แพ้อาหารทะเล แต่อยากเพิ่มคอลลาเจนให้ผิว

6. น้ำมันอะโวคาโด

ภายในอะโวคาโดนั้นอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินอี วิตามินดี กรดลิโนเลอิก กรดโอเลอิก ไฟโตสเตอรอล และเลซิติน เมื่อสกัดมาเป็นน้ำมันก็จะยิ่งซึมซาบเข้าสู่ผิวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

7. ถั่วเหลือง

นมถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้ และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองทุกชนิด ถือเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่า ไอโซฟลาโวน โดยมีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างคอลลาเจนให้กับร่างกาย อีกทั้งยังอุดมไปด้วยโปรตีนที่ช่วยในการซ่อมแซมผิวพรรณให้แข็งแรงขึ้น

8. ส้มและมะนาว

ส้มและมะนาวอุดมไปด้วยวิตามินซี ที่มีคุณประโยชน์ในการผลิตคอลลาเจน ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ แก้ปัญหาผิวไหม้ และช่วยเพิ่มความกระจ่างใสให้กับผิวได้เป็นอย่างดี

9. ไข่

ไข่เป็นอาหารที่มีคอลลาเจนในตัวเองเหมือนอย่างน้ำซุปกระดูก ร่างกายของเราสามารถรับคอลลาเจนโดยตรงจากการรับประทานไข่แดง โดยในไข่ยังมีกำมะถันซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการผลิตคอลลาเจนและการล้างพิษตับ ซึ่งหมายความว่าสารพิษที่ทำลายคอลลาเจนจะถูกขับออกจากร่างกาย ถึงแม้ว่าคุณประโยชน์มากมาย ก็ควรรับประทานไข่ในปริมาณที่เหมาะสม เพียง 2 ใบต่อวันก็เพียงพอต่อร่างกายแล้ว

ข้อมูล

  1.  แพ้อาหารทะเลแล้วกินคอลลาเจนได้ไหม : www.pobpad.com/ถาม/หัวข้อ/แพ้อาหารทะเลในระดับต่ำ
  2.  ไม่ใช่ทุกคนที่กินได้ “วิตามิน คอลลาเจน” : www.dailynews.co.th/article/201499

การใช้คอลลาเจน ทำให้ผิวดูขาวมีออร่าขึ้นได้หรือไม่

การใช้คอลลาเจน ทำให้ผิวดูขาวมีออร่าขึ้นได้หรือไม่

การใช้คอลลาเจน – อยากขาว อยากมีผิวออร่า แต่ก็ยังเคลือบแคลงใจกับสิ่งที่เรียกว่า “คอลลาเจน” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ช่วยเรื่องผิวขาวได้จริงไหม? ใช้แล้วดีต่อร่างกายแค่ไหน? ด้วยประโยชน์ต่าง ๆ มากมายที่เคยได้ยินได้อ่านจนชินตาว่ามีสรรพคุณมากมาย แต่ในบางครั้งข้อมูลเหล่านั้นยังไม่สมเหตุสมผล หรือ ยังเป็นข้อมูลที่ขัดแย้งในตัวเอง ยิ่งอ่านก็ยิ่งเพิ่มความคลุมเคลือมากขึ้นไปอีก แล้วความจริงของ การใช้คอลลาเจน นั้นเป็นอย่างไร กินแล้วทำให้ผิวดูขาวมีออร่าขึ้นได้จริงไหม ไปหาคำตอบกัน

การใช้คอลลาเจน ทำให้ผิวดูขาวมีออร่าขึ้นได้หรือไม่

ทำไมใคร ๆ ก็ใช้คอลลาเจน

คอลลาเจน เป็นโปรตีนในกลุ่มโปรตีนเส้นใย จากสัตว์ที่พบในเนื้อเยื่อเกี่ยวพันเป็นส่วนประกอบหลักในโครงสร้างของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น เส้นเอ็น กระดูก ผิวหนัง ระบบท่อลำเลียงในสัตว์ รวมถึงแผ่นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่อยู่รอบกล้ามเนื้อ มีลักษณะเหนียวแต่ยืดไม่ได้ มีแรงต้านแรงดึงสูงมาก ทำให้กล้ามเนื้อเหนียว ในขณะเดียวกันเป็นองค์ประกอบหลักของ ผิวหนัง ขน และเส้นผม ที่ช่วยทำให้ผิวพรรณของเราคงความเต่งตึง ยืดหยุ่น เรียบเนียน กระชับ อีกทั้งยังเป็นองค์ประกอบของกระดูก กระดูกอ่อน ปัจจุบันมีการนำคอลลาเจนไปใช้ในบำรุงผิวพรรณ คนไข้โรคข้อเข่าเสื่อม และผู้ที่มีภาวะกระดูกบาง กระดูกเปราะ

ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์หลายอย่างที่มีการผสมคอลลาเจน และเคลมว่าสามารถช่วยบำรุงผิวพรรณให้สวยใส เด้ง กระชับ เช่น

  1.  ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง เช่น มอยซ์เจอไรเซอร์ สบู่ แผ่นมาสก์หน้า
  2.  การฉีดคอลลาเจนเข้าผิวหน้า ตามสถาบันเสริมความงาม
  3.  เยลลี่ ลูกอม เครื่องดื่มผสมคอลลาเจน
  4.  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ทั้งในรูปแบบแคปซูล, แบบผง, แบบซอฟท์เจล
  5.  ด้านการแพทย์ นำมาใช้รักษาโรคข้อเสื่อม, ทำเป็นไหมละลายในการผ่าตัด, ลดอาการอักเสบของผิวหนัง, ใช้เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ, ผ่าตัดตกแต่งผิวหนังและชะลอความแก่, ใช้เป็นสารบุร่องเหงือก เป็นต้น

คอลลาเจนช่วยเรื่องความขาวจริงหรือ

ด้วยความต้องการคงไว้ซึ่งความอ่อนเยาว์ ความกระชับของผิว และผิวที่ขาวมีออร่า ความต้องการต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้มีโฆษณาอาหารเสริมคอลลาเจนแบรนด์ต่าง ๆ ที่อ้างสรรพคุณมากมาย เป็นเรื่องจริงบ้าง เกินจริงบ้าง ซึ่งเราก็หาเสพข้อมูลกันง่ายขึ้น เพียงแค่เสิร์จในโซเชียลออนไลน์ เช่น Facebook หรือ เว็บบทความสุขภาพ-ความงามต่าง ๆ ทำให้เข้าใจได้ว่า ร่างกายจะสามารถดูดซึมอาหารเสริมคอลลาเจนในรูปแบบที่ผ่านกระบวนการย่อยบางส่วน เข้าไปเสริมสร้างคอลลาเจนให้กับผิวหนัง ซึ่งหากว่าตามทฤษฎี อาหารเสริมคอลลาเจนน่าจะช่วยลดการเสื่อมของผิวหนังได้

จากงานวิจัยในปี 2014 ได้มีการศึกษาประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์คอลลาเจนชนิดหนึ่งต่อการช่วยชะลอริ้วรอยและฟื้นฟูความเหี่ยวย่นของผิวหนัง ผลลัพธ์ระบุว่าผู้เข้าร่วมทดลองประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ ที่รับประทานคอลลาเจนดังกล่าวนานกว่า 60 วัน แล้วมีริ้วรอยและการเหี่ยวย่นของผิวหนังลดน้อยลง ซึ่งผู้วิจัยยังได้กล่าวแนะนำว่าผลลัพธ์ในทางที่ดีนั้นอาจเป็นผลจากปัจจัยภายนอกชนิดอื่นมากกว่าจะเป็นประโยชน์ของคอลลาเจนที่รับประทานโดยแท้จริง

ผู้เชี่ยวชาญจากเว็บไซต์สุขภาพจาก Netdoctor กล่าวสนับสนุนว่า แม้จะมีงานวิจัยบางชิ้นที่ชี้ถึงประโยชน์ของการบริโภคคอลลาเจน ต่อการผลิตคอลลาเจนโดยรวมของร่างกายที่เพิ่มขึ้นและการบำรุงสุขภาพผิว แต่ผลลัพธ์นั้นค่อนข้างขึ้นอยู่กับปัจจัยรายบุคคล เพราะแต่ละคนมีโครงสร้างผิวหนังและการเลือกรับประทานอาหารที่แตกต่างหลากหลาย จึงไม่อาจยืนยันได้ว่าผลลัพธ์ที่ได้เกิดจากการรับประทานคอลลาเจน นอกจากนี้ ยังได้ให้คำแนะนำว่าการใช้อาหารเสริมทุกชนิด ในกรณีที่ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นช่วยได้จริงจะต้องใช้ติดต่อนานถึง 2 เดือน จึงจะรู้สึกหรือเห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจน

การใช้คอลลาเจน ทำให้ผิวดูขาวมีออร่าขึ้นได้หรือไม่

สรุปได้ว่า อาหารเสริมคอลลาเจนช่วยลดความหย่อยคล้องของผิวและช่วยยับยั้งไม่ให้เกิดริ้วรอยแบบร่องลึกง่ายจนเกินไป ส่วนเรื่องความขาวของผิวที่หลายคนสงสัยนั้น มาจากความเป็นโครงสร้างตาข่ายของคอลลาเจนจะช่วยกักเก็บน้ำไว้ในผิวได้ โดยเซลล์ผิวที่มีความอิ่มน้ำ จึงทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้น อิ่มเอิบมีน้ำมีนวล ไม่แห้งกร้าน ส่งผลให้ผิวแลดูขาวใสขึ้นได้ในทางอ้อม อย่างไรก็ตาม หากต้องการดูแลผิวด้วยการรับประทานคอลลาเจนให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อช่วยให้ผิวใส ควรเสริมด้วยสารอาหารที่ได้จากธรรมชาติด้วยควบคู่กับการรับประทานคอลลาเจน

ข้อมูล

  1.   คอลลาเจนกับผิวพรรณ www.skinhospital.co.th/article/info/5/106
  2.  อยากสวย ต้องรู้ | คอลลาเจน (Collagen) www.thaipbspodcast.com/article/radio/33/อยากสวย+ต้องรู้+%7C+คอลลาเจน+%28Collagen%29

คอลลาเจน ทา ดื่ม ฉีด แบบไหนได้ผลจริง

คอลลาเจน ทา ดื่ม ฉีด แบบไหนได้ผลจริง

คอลลาเจน – หากใครกำลังมีความคิดอยากซื้อคอลลาเจนมาใช้ แล้วหวังผลในเรื่องของผิวกระจ่างใส ต้องการเพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแรงให้กับอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ต้องการให้ผมและเล็บแข็งแรง บำรุงเหงือกและฟัน หรือ หวังผลลัพธ์ทั้งหมดแบบองค์รวม ก็ได้เช่นกัน การรู้ชื่อแบรนด์, ไทป์ของคอลลาเจน, แบบเม็ด vs แบบผง แบบไหนดี? ยังไม่เพียงพอต่อการเลือกนำมาใช้ เพราะคอลลาเจนมีมากถึง 3 ประเภท แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า คอลลาเจนประเภททา ดื่ม หรือ ฉีด หลังใช้แล้วจะพอใจกับผลมากกว่ากัน

คอลลาเจน ทา ดื่ม ฉีด แบบไหนได้ผลจริง

ความแตกต่างระหว่าง ทา ดื่ม ฉีด

หลายคนคิดว่าคอลลาเจนไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใดก็คงให้ผลลัพธ์ที่เหมือนกัน ถึงแม้จะขึ้นชื่อในเรื่องผิวพรรณ กระดูก ผม หรือ เล็บ แต่แท้จริงก็มีความแตกต่างกันทั้งในเรื่องของรูปแบบการนำไปใช้ ส่วนผสมอื่น ๆ ที่เพิ่มเข้ามาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของคอลลาเจน นอกจากคอลลาเจนในรูปแบบรับประทานที่เราคุ้นเคย ก็ยังมีคอลลาเจนทั้งแบบทาและแบบฉีด และนี่คือความแตกต่างของคอลลาเจน ทั้ง 3 ประเภท

1. คอลลาเจนแบบรับประทาน

คอลลาเจนแบบรับประทาน จะประกอบไปด้วย 1) แบบผง 2) แบบเม็ด 3) แบบน้ำ สำหรับแบบผงชงดื่ม / แบบน้ำ เป็นประเภทคอลลาเจนที่หาซื้อได้ง่ายที่สุด ดูดซึมได้เร็ว มักมีตัวยาหรือสารสกัดอื่น ๆ ผสมอยู่ด้วย เช่น วิตามินซี สามารถฉีกซองแล้วนำไปผสมน้ำผลไม้หรือน้ำเปล่า ช่วยเพิ่มรสชาติที่ดียิ่งขึ้น คนละให้ละลายแล้วดื่มได้ทันที สำหรับแบบเม็ด มีขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับปริมาณมิลลิกรัม ให้รับประทานเหมือนอาหารเสริม

2. คอลลาเจนแบบทา

คอลลาเจนในรูปแบบการทา มีวัตถุประสงค์เพื่อเคลือบผิวหนัง เพื่อกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในผิวหนัง ซึ่งนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ในการดูแลแผลชนิดต่าง ๆ สำหรับข้อเท็จจริงของคอลลาเจนที่อยู่ในรูปเนื้อครีม โลชั่น หรือเซรั่มเพื่อใช้ทาลงบนผิวนั้น สามารถทำให้ผิวหนังดูชุ่มชื้นขึ้น แต่ทำได้เพียงแค่ผิวหนังชั้นกำพร้าเท่านั้น ไม่สามารถเข้าไปเติมเต็มหรือลดเลือนริ้วรอยได้ ด้วยขนาดโมเลกุลที่ใหญ่ จึงไม่สามารถซึมเข้าสู่ผิวหนังข้างในได้

3. คอลลาเจนแบบฉีด

คอลลาเจนชนิดฉีดมักผลิตมาจากวัว ซึ่งอาจก่อให้เกิดการแพ้ได้ในอนาคต จึงได้ถูกยกเลิกคอลลาเจนประเภทนี้ไป ในปัจจุบันใช้เป็นสารคอลลาเจนสังเคราะห์ (Hyaluronic acid) หรือ สารเติมเต็ม (Filler) ในการฉีดเพื่อเติมเต็มริ้วรอยร่องลึกหรือตรงส่วนที่มีความตอบของผิวหนังแทน

คอลลาเจน ทา ดื่ม ฉีด แบบไหนได้ผลจริง

5 ข้อแนะนำเพิ่มเติมในการใช้คอลลาเจน

1. เพิ่มประสิทธิภาพด้วยวิตามินซี

การรับประทานวิตามินซี หรืออาหารที่ให้วิตามินซีสูง ควบคู่กับการรับประทานคอลลาเจน เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้คอลลาเจนทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะวิตามินซีมีส่วนช่วยในกระบวนการดูดซึมคอลลาเจนเข้าสู่ร่างกาย นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมหลายแบรนด์ในท้องตลาดได้เพิ่มวิตามินซีเข้าไปในคอลลาเจนด้วย

2. ดื่มน้ำให้มากขึ้น

สารสกัดในคอลลาเจน เป็นสารที่ต้องการสารละลายเพื่อช่วยในการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย หากคุณดื่มน้ำน้อยเกินไปไม่เพียงพอร่างกายจะไม่สามารถดูดซึมและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้เต็มที่ การดื่มน้ำที่มากขึ้น นอกจากจะทำให้ร่างกายได้รับน้ำในปริมาณที่เพียงพอ ยังช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมคอลลาเจนได้ดียิ่งขึ้น ทำให้คอลลาเจนสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพด้วย

3. รับประทานขณะท้องว่าง

งานวิจัยระบุไว้ว่า การรับประทานคอลลาเจนทุกรูปแบบ (แบบผง, แบบเม็ด, แบบน้ำ) หากรับประทานขณะที่ท้องยังว่างจะทำให้เกิดผลดีที่สุด ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวที่เหมาะสมคือช่วงเช้าหลังจากตื่นนอน หรือช่วงก่อนนอน ร่างกายก็จะนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

4. เลือกคอลลาเจนดูดซึมง่าย

ประเภทของคอลลาเจน มี 3 รูปแบบ ทั้ง ไตรเปปไทด์, เปปไทด์, ไดเปปไทด์ หากกังวลเรื่องขนาดของโมเลกุล อยากได้คอลลาเจนที่มีขนาดเล็ก ดูดซึมง่าย ควรเลือกไม่เกิน 500 dalton เช่น คอลลาเจนไดเปปไทด์ ที่มีขนาดโมเลกุลเล็กมากเพียง 200 dalton

5. ใช้วิตามินอื่นๆ เป็นตัวเสริม

เมื่อเพิ่มคอลลาเจนในชั้นผิวแล้ว ควรเพิ่มการป้องกันไม่ให้เสื่อมสลายด้วยวงจร Antioxidant แบบครบสูตร เลือกผลิตภัณฑ์ที่สามารถทำงานร่วมกัน เพื่อปกป้องผิว ได้แก่ วิตามินซี วิตามินอี กลูต้าไธโอน โคเอนไซม์คิวเทน และแอลฟาไลโปอิค แอซิด

ที่มา

  1.  รู้ลึก รู้ชัด กับ “คอลลาเจน” www.rama.mahidol.ac.th//atrama/issue005/varieties-corner
  2.  แพทย์ผิวหนังแนะ ความคุ้มค่ากับการเติมเต็มผิวด้วย“คอลลาเจน” www.bmnhos.com/en/public-relations/articles/2013-03-10-17-45-16/4459-แพทย์ผิวหนังแนะ-ความคุ้มค่ากับการเติมเต็มผิวด้วย“คอลลาเจน

คอลลาเจน จำเป็นต่อร่างกายแค่ไหน?

คอลลาเจน จำเป็นต่อร่างกายแค่ไหน?

คอลลาเจน – คอลลาเจนหลาย ๆ คนที่ได้ยินคำนี้อาจจะนึกถึงผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวขาว ซึ่งนั่นป็นความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนไปจากความจริงและผู้บริโภคอย่างเราต้องทำความเข้าใจใหม่ เพราะคอลลาเจนไม่ได้มีคุณสมบัติที่ทำให้ผิวขาวแต่อย่างใด จริง ๆ แล้วมันมีคุณประโยชน์มากกว่าที่คุณคิดเนื่องจากคอลลาเจนเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งที่อยู่ในร่างกายของเรา ซึ่งทำหน้าที่ในการเพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นในกระดูก หลอดเลือด ข้อกระดูก กระดูกอ่อน เส้นเอ็น รวมถึงผิวหนังด้วย แต่เมื่อเราอายุมากขึ้น ความสามารถในการผลิตคอลลาเจนในร่างกายก็ลดลง แล้วถ้าร่างกายขาดคอลลาเจนจะเป็นอย่างไร? แล้วเราจำเป็นต้องกินคอลลาเจนไหม? มาดูกัน

คอลลาเจน จำเป็นต่อร่างกายแค่ไหน?

เราจำเป็นต้องกินคอลลาเจนไหม?

หากคุณกำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่น 15-20 ปี อาหารเสริมคอลลาเจนก็ไม่จำเป็นสำหรับคุณเลย เพราะร่างกายของเราสามารถผลิตคอลลาเจนขึ้นมาเองได้ ทำให้เห็นว่าเด็ก ๆ วัยรุ่นมักไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องกระดูก และผิวหนังยังไม่มีความหย่อนคล้อย แต่อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่า “เมื่ออายุมากขึ้น ความสามารถในการผลิตคอลลาเจนก็ลดลง” คุณอาจสังเกตุได้ว่าพอเริ่มเข้าสู่ช่วงวัย 25 ปีแล้ว ผิวหนังเริ่มหย่อนคล้อยและไม่ตึงกระชับเหมือนเมื่อก่อน เพราะคอลลาเจนที่ช่วยเติมเต็มในส่วนนี้เริ่มสลายไปแล้วนั่นเอง การกินอาหารเสริมคอลลาเจนจึงเป็นตัวช่วยให้ร่างกายสามารถฟื้นฟูเซลล์ผิวที่เสียไปให้กลับคืนมาเป็นปกติได้ หากร่างกายได้รับคอลลาเจนที่เพียงพอ ก็จะส่งผลดีต่อร่างกายของคุณได้ดังนี้

1. ส่งผลดีต่อผิวหนัง เล็บ เส้นผม

เพราะ ผิวหนังชั้นกลางในร่างกายของเรามีคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบ เมื่อร่างกายได้มีการเติมเต็มคอลลาเจนในส่วนที่หายไป คอลลาเจนก็จะไปกระตุ้นเซลล์ผิวหนังให้เกิดใหม่ ส่งผลให้ผิวหนังกลับมาตึง กระชับ รวมถึงทำให้เส้นผมและเล็บแข็งแรงไม่ขาดง่ายอีกด้วย

2. ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกาย

เมื่อร่างกายได้รับคอลลาเจนไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทั้งจากสาเหตุของความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ การรับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ หรือร่างกายต้องเผชิญกับมลภาวะต่าง ๆ รอบตัวที่ทำให้คอลลาเจนสลายหายไปอย่างรวดเร็ว การเติมเต็มคอลลาเจนในร่างกาย ก็จะไปช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอทำให้ระบบในร่างกายสามารถทำงานได้ดีขึ้น

3. หมดปัญหาเกี่ยวกับโรคข้อและกระดูก

คอลลาเจนเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งซึ่งแน่นอนว่าโปรตีนมีหน้าที่หลักในการช่วยยึดอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย ดังนั้นแล้วหากร่างกายมีการเติมเต็มคอลลาเข้าไป ก็จะไปช่วยลดปัญหาเกี่ยวกับข้อกระดูกได้ โดยเฉพาะบริเวณข้อเข่าและข้อกระดูกต่าง ๆ ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักกีฬา นักวิ่ง หรือผู้สูงอายุที่มักจะมีปัญหาเรื่องกระดูกไม่แข็งแรง

จะเป็นอย่างไร หากร่างกายเริ่มสูญเสียคอลลาเจน

ในร่างกายของเราประกอบไปด้วยคอลลาเจนมากถึง 75% และจะค่อย ๆ เสื่อมสลายไปเองตามอายุที่มากขึ้น โดยทั่วไปแล้วเมื่อคุณเริ่มเข้าสู่ช่วงวัย 20 ปีต้น ๆ อัตราการสูญเสียคอลลาเจนจะลดลงถึงปีละ 1.5% เลยทีเดียว การหันมารับประทานอาหารเสริมหรือผลิตภัณฑ์ที่มีคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบ จึงถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่เราไม่ควรละเลย เพราะหากร่างกายเริ่มสูญเสียคอลลาเจนอาจก่อให้เกิดผลกระทบได้ดังนี้

1. เกิดริ้วรอยบนผิวหนังและผิวหนังหย่อนคล้อยก่อนวัย

คอลลาเจนทำหน้าที่เปรียบเสมือนเบาะที่รองรับในชั้นผิวหนัง เมื่อใดก็ตามที่คอลลาเจนเริ่มสูญหายไป เบาะนี้จึงยุบตัวลงทำให้ผิวหนังขาดความกระชับ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดริ้วรอยและความหย่อนคล้อยตามมา

2. กระดูกอ่อนเสื่อมสภาพทำให้มีอาการเจ็บเข่า ปวดหลัง ปวดเอว

ระหว่างข้อต่อของกระดูกในร่างกายของเรามีกระดูกอ่อนที่ทำหน้าที่ในการช่วยประคับประคองกระดูกทั้งสองท่อนไว้อยู่ ซึ่งในส่วนของกระดูกอ่อนนั้นจะมีคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบอยู่มากกว่าครึ่ง หากร่างกายขาดคอลลาเจนจึงส่งผลให้ความยืดหยุ่นของกระดูกอ่อนลดลง เป็นสาเหตุของอาการปวดตามข้อ หลัง หรือเอว เนื่องจากกระดูกจะเกิดการเสียดสีกันเอง

3. ผมไม่แข็งแรง

เมื่อหนังศีรษะขาดคอลลาเจนจะส่งผลให้เส้นผมแข็งกระด้าง ซึ่งเป็นสาเหตุของการทำให้ผมร่วง ขาดง่าย และแตกปลาย

4. เล็บฉีกขาดง่าย

คอลลาเจนเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่มีอยู่ใน ‘เล็บ’ ซึ่งการทาเล็บเป็นประจำก็อาจทำให้คอลลาเจนในเล็บถูกทำลายได้ ส่งผลให้เล็บเปราะบางและหักง่าย

คอลลาเจน จำเป็นต่อร่างกายแค่ไหน

เราจะเห็นได้ว่า‘คอลลาเจน’ไม่ได้เป็นเพียงแค่อาหารเสริมความงามเท่านั้น แต่ยังถือว่าเป็นอาหารเสริมเพื่อสุขภาพเลยก็ว่าได้ เพราะคอลลาเจนเป็นสิ่งสำคัญที่ร่างกายไม่สามารถขาดได้เลย หากร่างกายของคุณได้รับคอลลาเจนในปริมาณที่พอดีกับความต้องการ นอกจากจะทำให้ผิวดูเปล่งกระกายอย่างเป็นธรรมชาติแล้ว ยังมีประโยชน์ในด้านสุขภาพร่างกายและช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับกระดูกของเราอีกด้วย ต้องบอกว่าคอลลาเจนนั้นส่งผลดีต่อวัย 25+ ถึงวัยสูงอายุได้เลย

ที่มา :

  1.  RAMA CHANNEL. คอลลาเจน ใช้บำรุงผิวและรักษาโรคข้อเสื่อม https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/home/article/คอลลาเจน-ใช้บำรุงผิวและ/
  2.  Beautycosmet. “คอลลาเจน” ตัวช่วยผิวอันดับ 1 ที่ให้คุณประโยชน์มหาศาลกับร่างกาย https://www.beautycosmet.com/general/collagen/

ทำไมกินคอลลาเจนมานาน แต่ไม่เห็นผล

ทำไมกิน คอลลาเจน มานาน แต่ไม่เห็นผล

คอลลาเจน – สงสัยไหมว่าทำไมกินคอลลาเจนมาตั้งนานไม่ว่าจะทั้งแบบเม็ด แบบผง หรือลองมาหลายยี่ห้อก็ยังไม่เห็นผลลัพธ์อะไรเลย ทำให้เราเริ่มสงสัยว่าอาหารเสริมคอลลาเจนนั้นได้ผลจริงหรือไม่ ซึ่งจริง ๆ แล้วการกินคอลลาเจนให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีมีปัจจัยหลายอย่าง เช่น พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันหรือการรับประทานอาหารของเราก็อาจส่งผลให้กินคอลลาเจนแล้วไม่เห็นผลได้ มาเช็คกันว่าคุณมีพฤติกรรมเหล่านี้หรือไม่

ทำไมกินคอลลาเจนมานาน แต่ไม่เห็นผล

ปัจจัยที่ทำให้กินแล้วไม่เห็นผล

  •  กินคอลลาเจนไม่ต่อเนื่อง – การประสบความสำเร็จในเรื่องต่าง ๆ ย่อมต้องมีวินัยอยู่เสมอ การกินคอลลาเจนให้ได้ผลก็เช่นกัน เพราะคุณต้องมีวินัยในการกินคอลลาเจนต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวัน โดยทั่วไปแล้วการกินคอลลาเจนให้เห็นผลจะอยู่ที่ 30-60 วันขึ้นไป
  •  กินคอลลาเจนในปริมาณที่น้อยเกินไป – องค์การอาหารและยา (อย.) แนะนำผู้ที่กินอาหารเสริมคอลลาเจนให้สามารถกินได้ในปริมาณ 5,000-7,000 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ไม่ควรเกิน 10,000 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งหากร่างกายได้รับคอลลาเจนในแต่ละวันไม่เพียงพอ ก็อาจไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ใด ๆ ได้
  •  กินคอลลาเจนที่ไม่ได้คุณภาพ – ปัจจุบันมีคอลลาเจนในท้องตลาดให้เลือกกินหลายรูปแบบหรือหลากหลายแบรนด์ ที่มีสารสกัดแตกต่างกันออกไปเป็นจำนวนมาก ผู้บริโภคจึงควรพิจารณาถึงความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยของแต่ละแบรนด์ว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด
  •  ไม่ปกป้องผิวจากมลภาวะ – ปัจจัยที่ทำให้ร่างกายสูญเสียคอลลาเจนก็มีทั้งฝุ่น ควัน แสงแดด หรือความเครียด ดังแล้วเราต้องมีการปกป้องร่างกายจากมลภาวะเหล่านี้ด้วยการปิดแมสในสถานที่มีมลภาวะค่อนข้างสูง ทาครีมกันแดด และรู้จักผ่อนคลายจากความเครียด
  •  กินคอลลาเจนหลังกินอาหาร – การกินคอลลาเจนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือกินตอนที่ท้องว่าง เพราะระบบการทำงานในร่างกายจะสามารถดูซึมคอลลาเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ถูกกรดในกะเพาะทำลาย
  •  กินคอลลาเจนร่วมกับดีท็อกซ์ – หากคุณกินคอลลาเจนควบคู่ไปกับการกินดีท็อกซ์ ควรกินดีท็อกซ์ก่อนคอลลาเจนประมาณ 2-3 ขม. เพราะหากกินพร้อมกันหรือกินติดต่อกันในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ตัวดีท๊อกซ์นั้นจะล้างคอลลาเจนออกมาไวเกินไป ทำให้คอลลาเจนถูกขับออกมาเร็วเกินไปในขณะที่ยังไม่มีการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย

รู้แบบนี้แล้ว ผู้บริโภคควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมทั้ง 6 อย่างนี้เพื่อให้การกินคอลลาเจนมีประสิทธิภาพสูงสุดและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

วิธีเลือกคอลลาเจน แบบไม่ผิดหวังกับผลลัพธ์

หลังจากที่เรารู้จักกับพฤติกรรมที่ทำให้กินคอลลาเจนแล้วไม่ได้ผล ต่อไปเรามาดู 6 วิธีกินคอลลาเจนยังไงให้ไม่ผิดหวังและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดกัน

1. กินคอลลาเจนในขณะที่ท้องว่าง

การกินคอลลาเจนให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดควรกินในช่วงเวลาที่ท้องว่างอย่างตอนเช้าหรือก่อนนอน เพราะขณะที่ท้องว่างร่างกายจะสามารถดูดซึมคอลลาเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ถูกกรดในกระเพาะทำลาย

2. กินคอลลาเจนแบบผง ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าคอลลาเจนแบบเม็ด

คอลลาเจนมีหลากหลายรูปแบบทั้งแบบเม็ดหรือแบบผง แต่เราแนะนำให้เลือกกินคอลลาเจนในรูปแบบผงจะดีกว่า เพราะว่าการชงคอลลาเจนแบบผงจะสามารถดูดซึมเข้าร่างกายได้เร็วกว่าชนิดเม็ดและร่างกายสามารถนำไปใช้ได้เลย แต่คอลลาเจนชนิดเม็ดจะใช้เวลาในการละลายและซึมเข้าสู่ร่างกายประมาณ 20-30 นาที

3. ดื่มน้ำเปล่าตามในปริมาณที่มาก

การกินคอลลาเจนให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีควรดื่มน้ำเปล่าตามในปริมาณที่มากกว่าปกติ เพราะคอลลาเจนนั้นต้องการสารละลายเพื่อช่วยในการดูดซึมเข้าสู่ระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมคอลลาเจนได้ดีกว่าการดื่มน้ำแบบปกติ และยิ่งเราดื่มน้ำตามมาก ๆ ก็จะทำให้ร่างกายสามารถขับถ่ายของเสียได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งเป็นตัวช่วยเสริมที่ทำให้คอลลาเจนทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ทำไมกินคอลลาเจนมานาน แต่ไม่เห็นผล

4. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต

พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของเรา มีผลต่อการสูญเสียคอลลาเจนเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อนไม่เพียงพอ การรับประทานอาหาร การลดความเครียด หรือการโดนแสงแดดและฝุ่นควันก็เป็นสาเหตุที่ทำให้คอลลาเจนสลายตัวอย่างรวดเร็วได้

5. รับประทานแหล่งคอลลาเจนอื่น ๆ ควบคู่กันไปด้วย

การรับประทานอาหารที่มีคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบ แม้จะไม่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการกินคอลลาเจนที่มาในรูปแบบของสารสกัดที่มีอยู่ในอาหารเสริม แต่ก็เป็นตัวช่วยสริมการทำงานของกันและกันอีกทางหนึ่งเช่นกัน โดยทั่วไปแล้วคอลลาเจนจะอยู่ในอาหารจำพวก ปลาแซลมอน ปลาทูน่า อโซคาโด มะกอกดำ มะกอกเขียว แครอท ถั่วต่าง ๆ หรือมะเขือเทศ

6. กินคอลลาเจนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

การกินคอลลาเจนให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีนั้นไม่ควรกินในปริมาณที่น้อยหรือมากเกินไป ซึ่งบางคนอาจจะคิดว่า ยิ่งกินมากยิ่งดี แต่นั่นคือความเชื่อที่ผิดเพราะหากร่างกายได้รับคอลลาเจนต่อวันมากเกินไปก็อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ซึ่งการกินคอลลาเจนให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีนั้นควรอยู่ในปริมาณ 5,000-7,000 มิลลิกรัม/วัน และไม่ควรกินเกิน 10,000 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อให้คอลลาเจนได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ทีนี้เราก็รู้แล้วว่าทำไมกินคอลลาเจนมาตั้งนานยังไม่เห็นผลอะไรเลย เพราะเราอาจจะกินผิดวิธีหรือลองหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้กินแล้วไม่เห็นผล ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ผ่อนคลายความเครียด และกินในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายดูนะคะ

ที่มา :

  1. Watson. 7 วิธีกินคอลลาเจนให้ได้ผล ผิวขาวใส ฉบับสาววัยเลข 3  https://www.watsons.co.th/blog/th/skincare-tips-th/7-วิธีกินคอลลาเจนให้ได้ผ/
  2. Thairath.ชะลอแก่ แก้หน้าโทรม “คอลลาเจน” กินยังไงให้ได้ผลที่สุด?  https://www.thairath.co.th/women/beauty/health/1590148

รู้ข้อดีข้อเสียก่อนกิน ‘คอลลาเจน’ เป็นอาหารผิวที่ดีจริงหรือ?

รู้ข้อดีข้อเสียก่อนกิน คอลลาเจน เป็นอาหารผิวที่ดีจริงหรือ?

คอลลาเจน – ในยุคที่ผู้หญิงสมัยใหม่ต้องทำงานทั้งในบ้านและงานนอกบ้าน ทำให้ต้องเผชิญกับแสงแดด ฝุ่น ควัน หรือมลภาวะต่าง ๆ ที่อาจทำร้ายผิวของคุณได้ ส่งผลให้ผิวที่เคยมีสุขภาพดีดูโทรมลงเนื่องจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและความหย่อนคล้อยลงตามวัย ยิ่งช่วงอายุมากขึ้น‘คอลลาเจน’ในร่างกายที่เป็นตัวช่วยทำให้ผิวและกล้ามเนื้อแน่น ตึง กระชับ เริ่มลดลง เราจึงต้องหาตัวช่วยที่จะทำให้ผิวกลับมาอ่อนเยาว์ มีสุขภาพดี และเปล่งประกายอย่างเป็นธรรมชาติ
หลายคนจึงนิยมรับประทาน‘คอลลาเจน’เพื่อเติมอาหารให้กับผิวและเติมเต็มคอลลาเจนที่ร่างกายสูญเสียไป แต่คอลลาเจนเป็นอาหารผิวที่ดีจริงหรือ? วันนี้เราจึงหยิบยกข้อดี-ข้อเสียของการกินคอลลาเจนมาให้ดูกัน

รู้ข้อดีข้อเสียก่อนกิน 'คอลลาเจน'

ข้อดี-ข้อเสียของการกินคอลลาเจนเป็นประจำ

‘คอลลาเจน’คือเส้นใยโปรตีนชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในผิวหนัง ขน และเส้นผม ทำหน้าที่เปรียบเสมือนกาวที่คอยยึดเกาะส่วนต่าง ๆ ในร่างกายให้แน่นและกระชับ เมื่อมีการรับประทานคอลลาเจนเป็นประจำจึงมีทั้งข้อดีและข้อเสียดังนี้

ข้อดี

1. คอลลาเจนช่วยรักษาโรคข้อเสื่อม

การศึกษาและวิจัยของ University of Tuebingen ประเทศเยอรมนี ในหัวข้อ “โรคข้อเสื่อม” ได้ทดลองโดยให้ผู้ที่มีภาวะข้อเสื่อมจำนวน 2,000 คน รับประทานคอลลาเจนในปริมาณ 5,000 มิลลิกรัมต่อวันติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3 เดือน พบว่าคอลลาเจนสามารถช่วยลดอาการอักเสบจากการเคลื่อนไหวในบริเวณข้อกระดูกอ่อนได้

2. คอลลาเจนช่วยลดเลือนริ้วรอย

งานวิจัยจากสถาบันผิวหนังของประเทศญี่ปุ่น ได้ทดสอบโดยการให้ผู้หญิงจำนวน 47 คนที่มีอายุระหว่าง 33-55 ปี รับประทานคอลลาเจนในปริมาณ 10,000 มิลลิกรัมต่อวันติดต่อกันนาน 3 เดือน พบว่าผิวหนังมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ริ้วรอยลดลง แผลเป็นจางลง และผิวมีความชุ่มชื้นขึ้น

3. คอลลาเจนช่วยให้ผิวกระจ่างใส

คอลลาเจนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้ยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินส่งผลให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้น แถมยังช่วยป้องกันฝ้า กระ และจุดด่างดำได้อีกด้วย

ข้อเสีย

1. ระดับแคลเซียมในร่างกายอาจสูงเกินไป

สถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institutes of Health) ในสหรัฐอเมริการะบุว่า การกินคอลลาเจนที่มาจากแหล่งทางทะเล เช่น ปลาหรือหอย อาจทำให้เกิดแคลเซียมในปริมาณที่สูงซึ่งมีผลทำให้ร่างกายมีอาการท้องผูก ปวดกระดูก คลื่นไส้ มีอาการอ่อนล้า และมีอัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ

2. อาจก่อให้เกิดอาการแพ้

คอลลาเจนส่วนใหญ่มักจะนิยมใช้สารสกัดจากสัตว์ทะเลน้ำลึก ดังนั้นผู้ที่แพ้อาหารทะเลควรหลีกเลี่ยงการกินคอลลาเจนที่มีสารสกัดจากสัตว์ทะเล เพราะอาจก่อให้เกิดอาการบวมที่ริมฝีปาก คลื่นไส้อาเจียน ผื่นขึ้นตามร่างกาย หรืออาจก่อให้เกิดอาการคัดจมูกทำให้หายใจลำบากได้

3. ไตทำงานหนัก

ไตมีหน้าที่กำจัดของเสียออกจากร่างกาย หากเรากินคอลลาเจนหรืออาหารเสริมทุกชนิดติดต่อกันนานเกินไปอาจส่งผลให้มีสารตกค้างในร่างกายทำให้ไตต้องทำงานหนักขึ้น จึงเสี่ยงต่อการเกิดภาวะไตพังหรือไตวายได้ ยิ่งหากคุณเป็นโรคไตอยู่แล้วควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารเสริมทุกชนิดจะดีที่สุด

รู้ข้อดีข้อเสียก่อนกิน 'คอลลาเจน'

ถ้าหยุดกินคอลลาเจนร่างกายจะเป็นอย่างไร?

การกินคอลลาเจนให้ได้ผลควรกินอย่างต่อเนื่อง 3-6 เดือนตามคำแนะนำของแต่ละผลิตภัณฑ์เพื่อให้เห็นผลอย่างชัดเจน หากเรากินคอลลาเจนจนได้ผลลัพธ์เป็นที่พอใจแล้ว สามารถหยุดกินได้เช่นกัน เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ร่างกายได้รับสารอาหารบางชนิดมากจนเกินไป

เราอาจจะเคยได้ยินว่าควรทานอาหารเสริม 3 เดือน เว้น 3 เดือนเพื่อไม่ให้ตับพัง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับประเภทของอาหารเสริมที่เรากินด้วย เพราะอาหารเสริมบางชนิดต้องกินต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ซึ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตหรือการเลือกรับประทานอาหารก็สามารถคงความอ่อนวัยของผิวได้ด้วยวิธีดังนี้

  •  หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูง อาหารปิ้งย่าง หรืออาหารสำเร็จรูป เพราะอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อการทำงานของคอลลาเจนในร่างกายได้
  •  รับประทานอาหารที่มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งความเสียหายและการสูญเสียคอลลาเจน เช่น ปลาแมคเคอเรล วิตามินอี อัลมอนด์ รวมถึงวิตามินซีที่สามารถช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนได้
  • หลีกเลี่ยงมลพิษทางสิ่งแวดล้อมจากฝุ่นควัน สารเคมี ยาฆ่าแมลง
  •  หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่หรือการสูดดมควันบุหรี่จากผู้อื่น เนื่องจากบุหรี่มีสารนิโคตินที่ส่งผลต่อหลอดเลือดบริเวณผิวหนังชั้นนอกตีบแคบลง เป็นสาเหตุให้ผิวสูญเสียน้ำและเกิดร่องรอยลึก
  •  ป้องกันผิวจากแสงแดด เพราะรังสียูวีในแสงแดดทำให้ปริมาณคอลลาเจนในผิวลดลง โดยการทำลายเส้นใยคอลลาเจนทำให้คอลลาเจนสลายตัวได้เร็วขึ้น รวมถึงแสงหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ปล่อยรังสียูวีออกมา เราจึงควรทาครีมกันแดดเพื่อป้องกันอยู่เสมอ

การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ แต่ด้วยปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เราจึงต้องหาตัวช่วยเสริมอย่าง ‘คอลลาเจน’ เพื่อให้ผิวสุขภาพดีอยู่กับเราไปได้นาน ๆ ทีนี้เราก็รู้ทั้งข้อดีและข้อเสียของคอลลาเจนแล้ว อย่าลืมเลือกกินคอลลาเจนชนิดที่เหมาะสมกับตัวเราเอง และอ่านคำแนะนำบนฉลากก่อนการกินทุกครั้งเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

ที่มา :

  1. คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดดล นิตยสารวาไรตี้เพื่อสุขภาพ. รู้ลึก รู้ชัด กับ “คอลลาเจน”. https://med.mahidol.ac.th/atrama/issue005/varieties-corner
  2. Livestrong. 3 Possible Side Effects of Collagen Supplements You Should Know About. https://www.livestrong.com/article/325664-side-effects-of-taking-collagen-supplements/
  3. Beauty-worthen. ไม่เอาไม่ดี ห้ามเด็ดขาด! ข้อห้ามการกินคอลลาเจน  https://beauty-worthen.com/229
  4. POBPAD.คอลลาเจนบำรุงผิวใสและรักษาโรคข้อเสื่อมได้ชัวร์หรือไม่ ?  https://www.pobpad.com/คอลลาเจน-บำรุงผิวใสและร
  5. SANOOK. ทานอาหารเสริมอย่างไร ไม่ให้ตับอักเสบ-ติดเชื้อในกระแสเลือด  https://www.sanook.com/health/5689/